วันเสาร์ที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2557

  
     
  
เหรียญหลวงพ่ออุ้น วัดตาลกง ฉลองอายุ 89 ปี จัดสร้างปี พ.ศ. 2547 เนื้อทองแดง ตอกโค๊ต สวยแชมป์ อนาคตดี เริ่มหายากแล้วค่ะ

สร้างจำนวน 7,000 เหรียญ เป็นรุ่นที่สร้างได้คมชัด และเหมือนหลวงพ่อมากที่สุดรุ่นหนึ่งทีเดียว
เนื้อนวะ และเนื้อเงินแพงกว่านี้มากค่ะ

หลวงพ่ออุ้น หรือ พระครูวินัยวัชรกิจ เจ้าอาวาสวัดตาลกง ต.มาบปลาเค้า อ.ท่ายาง จ.เพชรบุรี เป็นพระนักพัฒนา พระนักปฏิบัติ เคร่งครัดในพระธรรมวินัย มีบุคลิกลักษณะผิวพรรณผ่องใส อัธยาศัยเปี่ยมด้วยความเมตตากรุณา ใครไปหากราบไหว้ ท่านต้อนรับทุกคนไม่เลือกชั้นวรรณะ ด้วยไมตรีจิตสมเป็นสมณพุทธบุตร ธรรมทายาทเนื้อนาบุญอย่างแท้จริง ปฏิปทาศีลจารวัตรงดงามบริสุทธิ์ เสมือนทองทั้งแท่ง ท่านใฝ่ใจในเรื่องที่เป็นวัฏสงสาร การเกิดแก่เจ็บตาย บุญกรรม และสิ่งลี้ลับธรรมชาติ โดยเฉพาะเรื่องเวทมนตร์คาถาอาคม อักขระเลขยันต์เป็นพิเศษ ซึ่งชอบมาตั้งแต่วัยเด็ก จึงเป็นแรงจูงใจให้ใฝ่รู้ศึกษาเล่าเรียน แล้วปฏิบัติให้เข้าถึง จนรู้แจ้งเห็นจริง

ผู้ใกล้ชิดหลวงพ่ออุ้นต่างรู้กันดีว่า ท่านไม่ใช่พระธรรมดา มีญาณสมาบัติสูง มีสมาธิจิตแก่กล้า หยั่งรู้อนาคต แม้กรวดหินแร่ธาตุต่าง ๆ ท่านหยิบผ่านมือแล้วมอบให้แก่ใครก็มีอานุภาพพุทธคุณอย่างน่าอัศจรรย์

นามเดิม : อุ้น อินพรหม
ชาติภูมิ : กำเนิดเมื่อวันที่ 9 มีนาคม พ.ศ.2459
( แรม 2 ค่ำ เดือน 4 ปี มะโรง ) เป็นบุตรคนโต
ในจำนวนพี่น้อง 8 คน คือ 1.ลพ.อุ้น 2.นายอิ่น
3.นายเอื่อน 4.นายพวง 5. นายแดง
6.นางพุด 7.นางเพี้ยน 8.นางพ้วน
ของโยมบิดา บุญ อินพรหม
โยมมารดา เล็ก อินพรหม ณ บ้านหนองหินถ่วง
ต.มาบปลาเค้า อ.ท่ายาง จ.เพชรบุรี

อุปสมบท : เมื่ออายุ 20 ปี วันที่ 21 ก.ค.2479 ณ พัมธสีมา วัดตาลกง โดยมีพระอธิการชัน
วัดมาบปลาเค้า เป็นพระอุปัชฌาย์ พระอธิการผิว วัดตาลกง เป็นพระกรรมวาจาจารย์
และพระอธิการขาว วัด อินจำปา เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้รับสมณฉายาว่า "" สุขกาโม ""

การศึกษาพุทธาคม : ศึกษาข้อวัตรปฏิบัติ อยู่รับใช้ ลพ.ผิว วัดตาลกง ซึ่งเป็นอาจารย์ที่เชี่ยวชาญไสยศาสตร์
เวทย์มนต์คาถาอาคม รุ่นราวคราวเดียว ( สหธรรมิก ) กับ ลพ.เพลิน วัดหนองไม้เหลือง ทั้งยังเก่งด้านวิปัสนา
กรรมฐาน เมตตา อยู่ยงคงกระพัน ซึ่งใกล้ชิดกับ ลป.นาค วัดหัวหิน ทั้งเคยเดินทางไปศึกษาวิชาความรู้จาก ลป.นาค อยู่เป็นประจำ

หลวงพ่ออุ้น เป็นที่โปรดปรานของ ลพ.ผิวมากๆ ได้รับการถ่ายทอดสรรพวิชาให้จนหมดสิ้น ในพรรษาต่อมา ลพ.อุ้่นเดินทางไปกราบนมัสการ ลพ.ทองศุข วัดโตนดหลวง ถวายตัวเป็นศิษย์เพื่อเล่าเรียนฝึกปฏิบัติสมธกรรมฐาน วิปัสนากรรมฐาน พุทธาคม โดยเรียนฝึกวิชากสิณจนชำนาญในกสิน 10 รวมทั้งตำรับตำราการทำผงเมตตาชั้นสูงด้วย

หลวงพ่อทองศุข เห็นความมานะพยายามของ ลพ.อุ้น ประจวบกับ ลพ.ผิว ก็มีความคุ้นเคยกับ ลพ.ทองศุข มาก่อนแล้ว ท่านจึงรับไว้เป็นศิษย์ถ่ายทอดสรรถวิชาให้อย่างเต็มกำลัง

อันที่จริงศิษย์ของ ลพ.ทองศุขมีหลายรูป ล้วนแต่มีชื่อเสียงทั้งสิ้น เช่น ลป.คำ วัดหนองแก ลพ.ยิด วัดหนองจอก ลป.นิ่ม วัดเขาน้อย ลพ.พิมพ์มาลัย วัด หุบมะกล่ำ ลพ.อบ วัดถ้ำแก้ว ลพ.แผ่ว วัดโตนดหลวง ลพ.แล วัดพระทรง เป็นต้น
ก่อนที่จะศึกษาเล่าเรียนวิชา ลพ.ทองศุขได้ดูฤกษ์ยามก่อน แล้วนัดกำหนดวันให้ ลพ.อุ้น เดินทางไปทำพิธีขึ้นครู หรือการยกครู มีขันธ์ 5 ดอกไม้ ธูปเทียน บายศรี ทำพิธีขึ้นครู กล่าวได้ว่า ลพ.อุ้น เป็นศิษย์ผู้สืบทอดพุทธาคมจาก ลพ.ทองศุข โดยตรงอีกรูปหนึ่งอย่างแท้จริง

หลวงพ่อจัน ได้ถ่ายทอดวิชาสะกดชาตรีให้กับ ลพ.อุ้นเช่นกัน สำหรับวิชาที่โดดเด่นมากของลพ.ทองศุข ยากที่ศิษย์ผู้ใดจะได้รับการถ่ายทอด คือ "" วิชาการทำผงพระจันทร์ครึ่งซีก ""

อีกวิชาหนึ่ง ที่ได้รับการถ่ายทอดจากหลวงพ่อทองศุข คือ การสักยันต์คงกระพันชาตรี หลวงพ่ออุ้นเคยสักยันต์ให้ลูกศิษย์ไปหลายคน ล้วนแล้วแต่อยู่ยงคงกระพันชาตรี ภายหลังลูกศิษย์ของท่าน ( บางคน ) มีนิสัยเกเรสร้างความเดือดร้อนใจให้ผู้อื่น ท่านมาพิจารณาดูแล้ว เห็นเป็นการส่งเสริมให้คนประกอบมิจฉาชีพ ผิดคดีโลก คดีธรรม
ตั้งแต่นั้นท่านเลิกสักยันต์โดยเด็ดขาด

หลวงพ่ออุ้นป่วยด้วยโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูงและปอดติดเชื้อ เข้ารักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลวิชัยยุทธ กรุงเทพฯ ตั้งแต่วันที่ 3 มิ.ย.พ.ศ. 2553 ที่ผ่านมา และรักษามาอย่างต่อเนื่อง จนคณะแพทย์ได้ลงความเห็นว่าอาการของหลวงพ่อทรุดหนัก อยากให้ทางคณะกรรมการวัดนำหลวงพ่อกลับวัด ทางคณะกรรมการจึงนำตัวหลวงพ่อกลับมาถึงวัดเวลา 22.45 น. วันที่ 30 ต.ค. พ.ศ. 2553

จากนั้นเวลา 06.09 น.วันที่ 31 ต.ค. พ.ศ. 2553 หลวงพ่อได้จากไปด้วยอาการสงบ สิริอายุรวม 94 ปี 7 เดือน 22 วัน พรรษา 74 
เหรียญหลวงพ่อฉุย วัดคงคาราม
เหรียญหลวงพ่อฉุย วัดคงคาราม
 เหรียญหลวงพ่อฉุย วัดคงคาราม รุ่นแรก ปี 2465 หนึ่งในพระ เหรียญเบญจภาคี หลวงพ่อฉุย สุขภิกขุ วัดคงคาราม จ.เพชรบุรี "หลวงพ่อฉุย" อดีตเจ้าอาวาสวัดคงคาราม จ.เพชรบุรี พระเกจิอาจารย์ผู้มีชื่อเสียงและเป็นที่เคารพศรัทธาของพุทธศาสนิกชน โดยเฉพาะชาวเพชรบุรี เนื่องด้วยท่านเป็นผู้พัฒนาวัดคงคารามและสร้างความเจริญรุ่งเรืองมาจนเป็นที่รู้จักและมีชื่อเสียงมาจนถึงปัจจุบัน และวัตถุมงคลที่ท่านสร้างล้วนเป็นที่นิยมและแสวงหาทั้งสิ้น โดยเฉพาะ "เหรียญปั๊มรูปเหมือนหลวงพ่อฉุย ปี 2465" ได้รับการยอมรับว่ามีความงดงามโดดเด่นและเป็นที่นิยมสะสมอย่างมากในแวดวงผู้นิยมสะสมพระเครื่องรวมทั้งพุทธศาสนิกชนทั่วไปครับผม
"วัดคงคาราม" เป็นวัดเก่าแก่สร้างมาไม่ต่ำกว่า 200 ปี ได้รับการยกย่องและแต่งตั้งเป็นพระอารามหลวงชั้นโท ชนิดวรวิหาร แห่งแรกของ จ.เพชรบุรี กล่าวกันว่าพระเถระชาวเพชรบุรีที่เข้ามามีชื่อเสียงในกรุงเทพฯ หลายรูป จะมีความเกี่ยวข้องกับวัดคงคาราม อาทิ สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ฉิม) และพระโพธิวงศาจารย์ (ผ่อง) เป็นต้น 
ประวัติหลวงพ่อฉุย สุขภิกขุ วัดคงคาราม จ.เพชรบุรีหลวงพ่อฉุย สุขภิกฺขุ เกิดเมื่อปี พ.ศ.2401 ที่บ้านสะพานช้าง ต.มะม่วง อ.คลองกระแชง จ.เพชรบุรี เริ่มศึกษาเล่าเรียนที่วัดคงคารามมาแต่ยังเยาว์ จนอายุครบบวชจึงอุปสมบท ณ วัดนี้ ได้รับฉายา "สุขภิกฺขุ"
หลวงพ่อฉุย ท่านมีความใส่ใจในการศึกษาหาความรู้ทั้งด้านคันถธุระและวิปัสสนากรรมฐาน โดยเฉพาะด้านวิปัสสนากรรมฐาน ได้ฝากตัวเป็นศิษย์พระอาจารย์ครุฑ วัดมหาธาตุ หลวงพ่อฉุยได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เรื่อยมาจนเป็นพระครูสัญญาบัตรที่พระครูสุวรรณมุนี ดำรงตำแหน่งรองเจ้าคณะจังหวัด และได้เป็นเจ้าอาวาสองค์ที่ 4 แห่งวัดคงคาราม สืบต่อจากพระพิศาลสมณกิจ (ริด) สมณศักดิ์สุดท้ายเป็นพระราชาคณะชั้นโท มีราชทินนามที่พระสุวรรณมุนี นรสิห์ธรรมทายาท สังฆปาโมกข์ และหลวงพ่อฉุยได้เลื่อนเป็นเจ้าคณะจังหวัด ท่านทำการบูรณปฏิสังขรณ์และสร้างความเจริญแก่วัดคงคารามมาจนเป็นที่รู้จักเลื่องลือ ท่านมรณภาพเมื่อปี พ.ศ. 2466 สิริรวมอายุ 65 ปี

"
เหรียญปั๊มรูปเหมือนหลวงพ่อฉุย วัดคงคาราม ปี 2465" เป็นเหรียญปั๊มรูปเหมือนรุ่นแรกและรุ่นเดียวที่สร้างในช่วงที่หลวงพ่อยังดำรงชีวิตอยู่ เหรียญหลวงพ่อฉุย วัดคงคาราม รุ่นแรก ปี 2465 สร้างเพื่อแจกเป็นที่ระลึกในงานฉลองมณฑป วัดคงคาราม ซึ่งเป็นที่ประดิษฐาน "พระพุทธชินราชจำลอง" "พระพุทธชินสีห์จำลอง" และ "พระศรีศาสดาจำลอง" ในปี พ.ศ. 2465 มีลักษณะเป็นเหรียญปั๊มหูเชื่อม รูปไข่ เนื้อทองแดงรมดำ แม่พิมพ์ด้านหน้า รอบเหรียญแกะลวดลายดอกไม้ และโบประดับอย่างงดงาม ตรงกลางเป็นรูปเหมือนหลวงพ่อฉุยครึ่งองค์ ห่มจีวรลดไหล่ พาดผ้าสังฆาฏิ ภายในโบจารึกอักษรไทยด้านบนซ้ายว่า "พ.ศ." ด้านบนขวาว่า "65" ด้านล่างซ้ายว่า "พระสุวร" และด้านล่างขวาว่า "รณมุณี" ส่วนแม่พิมพ์ด้านหลัง เป็น "ยันต์ห้า" คล้ายยันต์กระบองไขว้ ภายในยันต์รอบนอกเป็นอักขระขอมอ่านว่า "นะ โม พุท ธา ยะ" ตรงกลางยันต์เป็นอักขระขอมอ่านว่า "สะ" แยกออกเป็น 2 พิมพ์คือ บล็อกโมมีไส้และบล็อกโมไม่มีไส้ โดยสังเกตที่ตัวอักขระขอมคำว่า "โม" ถ้ามีขีดขวางตรงกลางคือ "บล็อกโมมีไส้" ถ้าไม่มีคือ "บล็อกโมไม่มีไส้" ด้วยพุทธลักษณะเหรียญรุ่นแรก หลวงพ่อฉุย วัดคงคารามที่งดงามและพุทธคุณเป็นเลิศปรากฏ จึงนับเป็นพระเหรียญที่ได้รับความนิยมสะสมอย่างสูง แต่ค่อนข้างจะหาดูยากพอสมควร เนื่องจากผู้มีพระเครื่องของท่านไว้ครอบครองบูชาต่างก็หวงแหนมากครับผม ข่าวพระเครื่องที่มาข่าวสด

 ๑๕. หลวงพ่อทอง วัดเขาตะเครา อำเภอบ้านแหลม จังหวัดเพชรบุรีหลวงพ่อทอง เป็นพระพุทธรูปสำคัญของจังหวัดเพชรบุรีที่ประชาชนคนไทยเคารพเชื่อถือในความศักดิ์สิทธิ์ พุทธลักษณะ ปางมารวิชัย ขัดสมาธิราบ วัสดุสัมฤทธิ์ปิดทอง ขนาดหน้าตักกว้าง ๒๑ นิ้ว สูง ๒๙ นิ้ว ศิลปะเชียงแสน ยังไม่ทราบว่าเป็นพระพุทธรูปหล่อหรือรูปปั้น
เพราะปัจจุบันปิดทองที่องค์พระพุทธรูปองค์จริงเป็นทองคำหรือทองสัมฤทธิ์ จากนิราศสุนทรภู่ มีความว่า
"ไปครู่หนึ่งถึงเขาตะเคราสวาท
มีอาวาสวัดวามหาเถร
มะพร้าวรอบขอบที่บริเวณ
พอจวนพลพักร้อนผ่อนสำราญ
กับหนูพัดจัดธูปเทียนดอกไม้
ขึ้นไปไหว้พระสัมฤทธิ์พิษฐาน
เขานับถือลือมาแต่บุราณ
ใครบนบานพระก็รับช่วยดับร้อน..."

คนโบราณเกรงจะสูญหายจึงทำองค์ใหญ่หุ้มไว้อีกชั้นหนึ่ง ดังที่ปรากฏตามประวัติดั้งเดิมของหลวงพ่อวัดเขาตะเครา ที่เล่ากันสืบมานั้น
ได้มีการเล่าเป็นนิยายปรำปราดังนี้

เล่ากันว่าเดิมทีเดียวนั้นมีพระสงฆ์สององค์ สามเณร ๑ องค์ เป็นพี่น้องกัน ซึ่งมีฤทธิ์เดชเวทย์มนต์แรงกล้ามากทั้งสามองค์ได้ทดลอง
วิชากัน องค์ที่ทำน้ำมนต์ไว้สั่งองค์ที่สองว่าถ้ากระโดดลงไปในน้ำแล้วกลายเป็นพระพุทธรูปลอยขึ้นมาให้ใช้น้ำมนต์รดลงไปจึงจะกลับ
เป็นสงฆ์ตามเดิม เมื่อองค์ที่กระโดดลงไปในน้ำนั้นและกลายเป็นพระพุทธรูปลอยขึ้นมาจริงๆ แล้ว องค์ที่ ๒ ไม่รดน้ำมนต์และว่าเมื่อ
พี่ทำได้ตนก็ทำได้ องค์ที่ ๒ จึงสั่งองค์ที่ ๓ ที่เป็นเณรว่าถ้ากระโดดลงไปและกลายเป็นพระพุทธรูปขึ้นมาแล้วให้ใช้น้ำมนต์รด แล้วองค์
ที่ ๒ ก็กระโดดลงไปในน้ำและกลายเป็นพระพุทธรูปลอยขึ้นมาอีก องค์ที่ ๓ ที่เป็นเณรเห็นดังนั้นก็ว่าพี่ๆ ทำได้ตนก็ทำได้จึงกระโดด
ลงไปบ้าง ก็กลายเป็นพระพุทธรูปลอยขึ้นมาเมื่อไม่มีองค์ใดเอาน้ำมนต์ลง เช่นนี้จึงกลายเป็นพระพุทธรูปลอยน้ำเช่นนั้น

เมื่อปีพุทธศักราช ๒๓๐๒ สมัยปลายกรุงศรีอยุธยาก่อนเสียกรุงต่อพม่า ชาวบ้านเพชรจังหวัดเพชรบุรีอพยพหนีพม่าไปตั้ง บ้านเรือน
อยู่ที่ ปากคลองแม่กลองอำเภอเมืองสมุทรสงคราม เดิมชื่อวัดศรีจำปา ปัจจุบันเรียกวัดบ้านแหลม หรือวัดเพชรสมุทร ปัจจุบันวัดศรี
จำปานี้เป็นวัดร้างเพราะทรุดโทรม ชาวบ้านแหลมอพยพไปอยู่ได้ช่วยกันบูรณะ ก่อสร้างใหม่แล้วให้ชื่อว่าวัดบ้านแหลมเป็นอนุสรณ์
ของชาวบ้านแหลมเป็นผู้สร้าง ต่อมาจึงเปลี่ยนเป็นวัดเพชรสมุทร วันหนึ่งชาวบ้านแหลมเหล่านี้ซึ่งมีอาชีพทางประมงออกไปเที่ยว
หาปลาลากอวน ไปพบพระพุทธรูปยืนจึงนำพระพุทธรูปองค์ยืนไปประดิษฐานไว้ที่ ณ วัดบ้านแหลม(วัดศรีจำปา) ต่อมาชาวบ้านจึงเรียก
ว่า "หลวงพ่อวัดบ้านแหลม" ตามนามที่ได้พระพุทธรูปมา อีกองค์หนึ่งคือพระพุทธรูปนั่งได้มอบให้กับชาวบางตะบูน ซึ่งคงจะเป็นพรรค
พวกหรือญาตพี่น้อง ชาวบางตะบูนจึงนำมาประดิษฐานไว้ ณ วัดเขาตะเครา และเรียกกันว่า "หลวงพ่อวัดเขาตะเครา" จนปัจจุบันถ้าจะ
นับแต่ปีที่นำมานั้นรวมได้มากกว่า ๒๑๓ ปี

เมื่อกล่าวถึงหลวงพ่อ (พระพุทธรูป) แล้วก็ควรจะกล่าวถึงความเป็นมาของวัดด้วยว่าทำไมจึงได้ชื่อว่า "เขาตะเครา"
เขาตะเครานี้สันนิษฐานเอาว่ามีเจ้าสัวชาวจีนผู้หนึ่งมีความศรัทธามาก เมื่อได้พระพุทธรูปขึ้นมาประดิษฐานเป็นมิ่งขวัญแล้ว จึงสละ
ทรัพย์สร้างเป็นวัดขึ้น โดยให้ลูกน้องคนหนึ่งไม่ปรากฏชื่อ คอยควบคุม ซึ่งเป็นชาวจีนเหมือนกัน จีนผู้ควบคุมนี้ไว้หนวดเครายาว เพราะเป็นที่นิยมของชาวจีนสมัยโน้น ชาวบ้านเห็นจีนไว้เครายาวดังนี้จึงเรียกวัดและเขาผนวกกันเข้าไปว่า "วัดเขาจีนเครา" ต่อมาคำว่าจีนเป็นคำที่เรียกยากและไม่คุ้นหูของชาวบ้านในสมัยต่อมาจึงเปลี่ยน "จีน" เป็น "ตา" เพราะง่ายดีและเป็นชื่อที่เหมาะสม
ของคนที่มีอายุ เรียกว่าภาษาพาไป เมื่อกาลนานมาภาษาคงจะกร่อนเข้า "สระอา" เป็น "สระอะ" และได้เปลี่ยน "ตา" เป็น "ตะ" เมื่อ
สรุปได้แล้วได้ความตามนามปัจจุบันว่า "วัดเขาตะเครา"

วัดเขาเครา เป็นวัดเก่าแก่นานมากกว่า ๒๑๓ ปี ก็ย่อมจะต้องมีของดีของศักดิ์สิทธิ์ อยู่กับบ้างเป็นธรรมดาอภินิหารต่างๆ ที่คุณตา คุณ
ยายคนเก่าคนแก่ที่นั่นเล่าให้ฟังก็มีหลายเรื่องหลายราว

ปรากฏการณ์ปาฏิหาริย์ หลวงพ่อทอง วัดเขาตะเครา อ.บ้านแหลม จ.เพชรบุรี
เล่าปรากฏการณ์โดย พระครูวชิรกิจโสภณ เจ้าอาวาสวัดเขาตะเครา เจ้าคณะอำเภอบ้านแหลม จ.เพชรบุรี ปรากฏการณ์ปาฏิหาริย์ดัง
กล่าวเริ่มขึ้นเมื่อวันที่ ๒๒ กันยายน ๒๕๒๗ ซึ่งเป็นวันเกิดของท่านพระครูฯ และได้มีการจัดงานฉลองฯ โดยคณะศิษย์ ซึ่งขณะนั้น
อยู่ระหว่างสร้างมณฑป และถัดจากวันเกิดของท่านพระครูฯ อีก ๒ วัน คือ ในคืนวันที่ ๒๔ กันยายน ๒๕๒๗ ขณะท่านพระครูฯ กำลัง
จำวัด ได้นิมิต (ในฝัน) ว่าได้มีพระอาวุโสมากรูปหนึ่ง ได้นำถุงบรรจุทองคำยื่นให้กับท่านพระครูฯ และพระอาวุโสรูปนั้นได้พูดว่า “เอาไป” หลังจากนั้นพระอาวุโสมากรูปนั้นในนิมิตก็ได้จากไป...พอวันรุ่งขึ้นวันที่ ๒๕ กันยายน ๒๕๒๗ ท่านพระครูฯ ได้เล่าความฝัน (ในนิมิต) ดังกล่าวให้กับพระลูกศิษย์ฟัง พระลูกศิษย์วัดเมื่อได้ยินความฝันตามที่ท่านพระครูฯ เล่าให้ฟังจบแล้ว ก็ได้พูดขึ้นว่าสงสัย
ท่านพระครูฯ จะได้ลาภ(สักการะ) จากหมู่คณะผู้ศรัทธาฯ เป็นแน่

ต่อมาในวันศุกร์ ขึ้น ๔ ค่ำ เดือน ๑๑ ปีชวด ซึ่งเป็นวันที่ ๒๘ กันยายน ๒๕๒๗ เวลาประมาณ ๒๑.๐๐ น.เศษ มีเณรลูกวัดรีบวิ่งมาบอก
กับท่านพระครูฯ ว่าได้เกิดเหตุเพลิงไหม้ขึ้นในโบสถ์ ท่านพระครูฯ และเณรรูปนั้น จึงได้รีบพากันไปที่โบสถ์ และสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นต่อ
หน้าท่านพระครูฯ ขณะนั้นก็คือ ได้เกิดไฟไหม้ลุกท่วมองค์หลวงพ่อทอง และไฟได้ลุกลามไหม้ขึ้นบนยอดฉัตร และด้ายสายสิญจน์ที่โยง
มาจากพระประธาน ในปรากฏการณ์ปาฏิหาริย์ดังกล่าว ได้เห็นไฟที่กำลังลุกท่วมองค์หลวงพ่อทองเป็นประกายรัศมีออกมา

ทองที่หุ้มองค์ท่านค่อยๆไหลหลุดลอกออกบางส่วน ดูน่าอัศจรรย์ และเมื่อนำทองที่ไหลลอกมาไปชั่งน้ำหนัก ปรากฎว่าได้ถึง ๙.๙ กิโล
กรัม ทำให้ได้แลเห็นพระพักตร์ชัดเจนขึ้นมาบ้าง ซึ่งก่อนหน้านั้นมีทองปิดหนามากจนองค์ท่านกลมทีเดียว!! ท่านพระครูฯ จึงได้นำ
ก้อนทองคำดังกล่าวมาทำเป็นลูกอมทองไหล หลวงพ่อทอง ซึ่งมีลักษณะเป็นรูปก้อนทองทรงกลมเนื้อเนียนแน่น และมีรูปถ่ายสีขาวดำ
ของหลวงพ่อทองติดอยู่ในรูปทรงกลม หุ้มด้วยเรซิ่นสีเหลืองใสหล่อเป็นรูปดอกบัว ลูกอมทองไหลดังกล่าวได้เปิดออกให้ประชาชนผู้
ศรัทธาฯ เช่าบูชา ทำให้มีรายได้เข้าวัดเป็นจำนวนเงินหลายสิบล้านบาท ซึ่งรายได้ทั้งหมดได้นำไปสมทบสร้างมณฑป สร้างโรงเรียน
เดินระบบน้ำประปา อีกทั้งสมทบสร้างศาลาเอนกประสงค์

***หลวงพ่อเขาตะเครา ได้รับการเรียกขานนามใหม่คือ "หลวงพ่อ(ทอง)เขาตะเครา" สาเหตุมาจากมีช่างภาพคนหนึ่งต้องการถ่ายภาพหลวงพ่อแต่ความที่องค์หลวงพ่อมีทองปิดทับอยู่หนามากจนแลไม่เห็นพุทธลักษณะ เดิมช่างภาพคนนี้จึงไปลอกผิวเปลวทองที่ติดหน้าพระพักตร์หลวงพ่อออกโดยมิได้บอกล่าวและขออนุญาต หลังจากนั้นไม่กี่วันช่างภาพ
คนนี้ก็มีอาการหูตาบวมเป่ง จึงต้องมากราบขอขมาหลวงพ่อ อาการจึงหายไปจากเหตุการณ์ดังกล่าว จึงไม่มีใครกล้าไปแตะต้องหลวง
พ่อ จนกระทั่งทองปิดองค์ท่านทับถมกันมากขึ้นทุกวันๆ ทองที่ปิดองค์พระนั้นหนามาก จนทำให้ไม่เห็นองค์เดิมว่าเป็นพระพุทธรูป
หล่อหรือปูนปั้น ชาวบ้านที่มานมัสการจึงเติมคำว่า"ทอง" ไปในการเรียกขาน จึงกลายมาเป็นหลวงพ่อ(ทอง)เขาตะเครา

หมายเหตุ จากหนังสืออนุสรณ์ ผ้าป่า ๘๔,๐๐๐ กอง วัดเขาตะเครา เพชรบุรี และหนังสือหลวงพ่อวัดเขาตะเครา จังหวัดเพชรบุรี

วันอาทิตย์ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2557

พระเครื่องสายเพชรบุรี





พระครูพินิจสุตคุณ (ทองสุข อินฺทโชโต)

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
พระครูพินิจสุตคุณ หนึ่งในพระเกจิอาจารย์จากเมืองเพชร[1] มีนามเดิมว่า สุข นามสกุล ดีเลิศ เกิดเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2420 ตรงกับวันศุกร์ ขึ้น 9 ค่ำ ปีฉลู บิดาชื่อนายจู มารดาชื่อนางทิม กำเนิด ณ บ้านทับใต้ ตำบลหินเหล็กไฟ แขวงเมืองเพชรบุรี ในสมัยรัชกาลที่ 5 มีพี่น้องร่วมอุทรเดียวกัน 6 คน

การศึกษา[แก้]

เมื่ออายุ 9 ปี ได้เข้าเรียนหนังสือที่วัดโพธิ์ อำเภอบ้านลาด โดยเป็นศิษย์เจ้าอาวาส หลวงพ่อก็เล่าเรียนจนอ่านออกเขียนได้ และยังได้เรียนหนังสือขอมและบาลีอีกด้วย หลวงพ่อยังรักการต่อสู้ รักในวิชาหมัดมวย กระบี่กระบอง จนต่อมาภายหลังได้มีลูกศิษย์ลูกหาในวิชาเหล่านี้หลายคน
ต่อมา เมื่ออายุ 15 ปี ย้ายไปอยู่ที่บ้านเพลง จังหวัดราชบุรี เป็นระยะหลวงพ่อเป็นวัยรุ่น หนุ่มคนอง จึงชอบเที่ยวเตร่คบเพื่อน ไม่ค่อยอยู่ติดบ้าน ชอบไปแสดงลิเก ละคร โขนหนัง จนขนาดเป็นครูสอนผู้อื่นได้ ครั้นเมื่อเบื่อการแสดง ลิเก ละคร ฯลฯ ก็เที่ยวเตร่ไปโดยไม่มีจุดหมาย จนไปคบพวกนักเลงอันธพาล จึงกลายเป็นนักเลงอันธพาล และในที่สุดเป็นอาชญากรสำคัญในย่านเพชรบุรี ราชบุรีและสมุทรสงคราม ต้องคอยหลบนี้อาญาบ้านเมือง ซุกซ่อนอยู่ในป่าด้วยความลำบากยากแค้น ครั้นหนึ่งหลบหนี้เข้าไปในป่าจนไม่ได้กินอาหารเลย 3 วัน ตอนนี้เองได้สำนึกตัวได้ว่าตนได้ดำเนินชีวิตผิดทางเสียแล้ว ถ้าไม่กลับตัวย่อมจะได้รับความทุกข์ทรมารทั้งกายและใจ จึงตัดสินใจเล็ดลอดเข้าอุปสมบท ซึ่งขณะนั้นมีอายุได้ 32 ปี
หลวงพ่อบวช ครั้งนั้น ตรงกับวันที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2452 ณ.วัดปราโมทย์ ตำบลโรงหวี อำเภอบางคนฑี จังหวัดสมุทรสงคราม โดยมีหลวงพ่อตาด วัดบางวังทองเป็นพระอุปัชฌาย์ เมื่ออุปัชฌาย์ได้จำพรรษาอยุ่ที่วัดปราโมทย์ 4 พรรษา แล้วไปอยู่วัดแก้ว 2 พรรษา จังหวัดราชบุรี และไปอยู่วัดใหม่ 1 พรรษา ต่อจากนั้นก็ออกธุดงค์ไปกับสามเณรจันทร์ (พระครูจันทร์ ธมฺมสโร) เจ้าอาวาสวัดมฤคทายวัน) หลังจากธุดงค์ไปหลายจังหวัดแล้ว ในที่สุดก็มาถึงตำบลบางเก่า อำเภอชะอำ ขณะนั้นพอดีวัดโตนดหลวงขาดสมภาร ชาวบ้านไปพบหลวงพ่อก็เกิดเลื่อมใส จึงนิมนต์ไปอยู่วัดโตนดหลวงเพื่อให้ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาส เมื่อ พ.ศ. 2448 หลวงพ่ออายุได้ 38 ปี
หลวงพ่อได้บำเพ็ญซึ่งเป็นประโยชน์ต่อพระศาสนาและบ้านเมืองมีมากมาย เช่น บูรณะวัดโตนดหลวงเดิม ซึ่งชำรุดทรุดโทรมให้ดีขึ้น ยังมีเมตตาจิตสร้างวัดช้างแทงกระจาด วัดท่าขาม และวัดเขาลูกช้าง ในด้านการศีกษาก็ได้ช่วยสร้างอาคารเรียนให้ 3 ครั้ง ในที่สุดก็ได้สมณศักดิ์เป็น พระครูพินิจสุตคุณ

เรื่องอารมณ์ขัน[แก้]

คุณประสิทธ์ พ่วงพี ได้พบกับหลวงพ่อที่วัดเพรียง ซึ่งนิมนต์หลวงพ่อปลุกเสกวัตถุมงคลเพื่อหาเงินสร้างโรงเรียน เมื่อปี 2498 คุณประสิทธิไปหาหวงพ่อให้กระหม่อม พร้อมด้วยผู้สนใจอีกหลายคน เมื่อหลวงพ่อปลุกเสกเสร็จแล้ว ได้พูดกับผุ้ที่ไปชุมนุมอยู่รอบ ๆตัวหลวงพ่อว่า “อย่าเชื่อฉันให้มากนักนะ ฉันมันบ้าๆ อยู่” หลวงพ่อพูดพร้อมกับหัวเราะหึ ๆ ทำให้ทุกคนทั้งขบขันและทั้งยิ่งศัรธาในความถ่อมตนของท่าน
หลวงพ่อเพียบพร้อมทั้งคุณธรรมและความรู้หลายอย่าง เช่นมีความรู้ในทางแพทย์แผนโบราณ และยังมีความขลังทางวิชาไสยาศาสตร์มาก จนมีผู้เลื่อมในนับถืออยู่ทั่วไป มีข้าราชากรชั้นผู้ใหญ่ของประเทศนับถือเป็นจำนวนมิใช่น้อย เท่าที่สืบได้ พลเอกพระยาพหลพลพยุหเสนา ได้เคยไปลงกระหม่อม พ.อ.พระยาศรีสรุสงคราม ได้ไปให้ลงกระหม่อม และนิมนต์ไปร่วมปลุกเสกแหวนมงคล 9 และพระกริ่งยอดหมุด ณ พระอุโบสถวัดราชบพิธ ร่วมกับอาจารย์คนสำคัญ ๆ รวม 18 องค์ เมื่อปี 2495 และทางกองทัพบกได้นิมนต์ไปประพรมพระพุทธมนต์ และปลุกเสกเครื่องรางของขลัง ให้แก่ทหารในคราวสงครามอินโดจีน ครั้งสุดท้ายได้นิมนต์ไปปลุกเสกพระเครื่องในงานฉลอง 25 พุทธศตวรรษ

ของขลังของหลวงพ่อ[แก้]

ที่ขึ้นชื่อลือชา มีดังนี้
1. สักยันต์ที่เหนือราวนม ทำให้คงกระพันชาตรี อาวุธมีด ปืน ฟันแทง ยิงไม่ข้า
2. ลูกอม ปืนยิงไม่ออก คนทำร้ายไม่ถูก
3. เหรียญรูปหลวงพ่อ ใช้ทางคงกระพัน รวมทั้งครั่งด้านหลังสำหรับรักษาพวกสัตว์มีพิษ
4. แหวน ใช้ป้องกันอสรพิษและสัตว์ร้าย ต่างๆ
5. ตะกรุด ตะกรุดของหลวงพ่อมีหลายชนิดด้วยกัน คือชนิดเจ็ดดอก สามกษัตริย์ ใช้ทางคงกระพันชาตรีและแคล้วคลาด ชนิดคลอดง่ายใช้ทางคลอดบุตร ชนิดสาริกา ใช้ทางเมตตามหานิยม

ภาคอภิณญาของหลวงพ่อ ครั้งหนึ่ง ณ วัดท่าขาม มีคนมาขอยาต้มจากหลวงพ่อ บังเอิญยาต้มขนานนั้นต้องลงพระเจ้า 5 พะองค์ในใบมะกาด้วย แต่ใบมะกามาก ท่านจึงให้พระเณร และศิษย์ช่วยกันลง คณะศิษย์และพระเณรก็ช่วยกันลงทีละใบ ท่านรำคาญจึ่งเอ่ยว่า “ลงอย่างนี้เมื่อไรจะหมด เรียงซ้อน ๆ มาข้าลงเอง ลูกศิษย์ก็ช่วยเรียงใบมะกาซ้อน ๆ กันประมาณ 10 -20 ใบ ท่านลงใบเดียว แต่ปรากฏว่าใบล่าง ๆ ทุกใบติด นะ โม พท ธา ยะ ทั้งหมด นับว่าอัศจรรย์ยิ่งนัก
หลวงพ่อหวล ยติธัมโม วัดนิคมวชิราราม มรณะภาพแล้ว, หลวงพ่อยิด จันทสุวัณโน วัดหนองจอก มรณะภาพแล้ว, หลวงพ่อจันทร์ ธัมมสโร วัดมฤคทายวัน มรณะภาพแล้ว , หลวงพ่อนิ่ม มังคโล วัดเขาน้อย มรณะภาพแล้ว , ที่ยังมีชีวิตอยู่ หลวงพ่อแถม สิลสังวโร วัดช้างแทงกระจาด หลวงพ่อเฮง วัดห้วยทรายใต้ , พระอาจารย์จิ วัดหนองหว้า

ขอบคุณข้อมูลจากhttp://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B8%9E%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%B4%E0%B8%88%E0%B8%AA%E0%B8%B8%E0%B8%95%E0%B8%84%E0%B8%B8%E0%B8%93_(%E0%B8%97%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%AA%E0%B8%B8%E0%B8%82_%E0%B8%AD%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%BA%E0%B8%97%E0%B9%82%E0%B8%8A%E0%B9%82%E0%B8%95

พระเครื่องสายเพชรบุรี



หลวงพ่อแดง เกิดเมื่อเดือนเมษายน ปีระกา พ.ศ. ๒๔๒๑ (บางประวัติว่าเกิดวันพุธที่ ๑๗ กันยายน ๒๔๒๒) ที่บ้านสามเรือน หมู่ที่ ๔ ตำบลบางจาก อำเภอเมือง จังหวัดเพชรบุรี บิดาชื่อนายแป้น มารดาชื่อนางนุ่ม อ้นแสง มีพี่น้องรวมกัน ๑๒ คน ท่านเป็นคนที่ ๕
ปัจจุบันยังมีชีวิตอยู่เพียงคนเดียว คือ นางน้อย เกิดประดับ ท่านเป็นพี่ชายของ พระครูปัญญาโชติวัฒน์ ( เจริญ ธมฺมโชติ ) อดีตเจ้าอาวาสวัดทองนพคุณ  จังหวัดเพชรบุรี เป็นที่น่าสังเกตว่า โยมบิดามารดาของท่านเป็นบุคคลผู้มีวาสนา เพราะมีบุตรชายอุปสมบทและครองสมณเพศอยู่จนถึงวาระสุดท้ายของชีวิตถึง ๒ รูป ทั้งยังได้เป็นเจ้าอาวาส ที่ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์ เป็นพระครูชั้นสัญญาบัตรทั้ง ๒ รูป ด้วย ครอบครัวของท่านมีฐานะพอมีพอกิน และเป็นครอบครัวใหญ่ครอบครัวหนึ่งในละแวกนั้น
 เมื่อมีอายุครบบวชในปี พ.ศ. ๒๔๔๑ บิดามารดาได้นำท่านไปฝากไว้กับพระอาจารย์เปลี่ยนแห่งวัดเขาบันไดอิฐ และเมื่อได้บวชตามประเพณีแล้ว (บางประวัติว่า อุปสมบท เมื่อวันที่ ๒๔ พฤษภาคม ๒๔๔๔ อายุ ๒๒ ปี ที่วัดเขาบันไดอิฐ ตำบลไร่ส้ม อำเภอเมือง จังหวัดเพชรบุรี พระครูญาณวิสุทธิ วัดแก่นเหล็ก อำเภอเมือง จังหวัดเพชรบุรี เป็นพระอุปัชฌาย์ ) ได้รับฉายาว่า รตฺโต (แปลว่าสีแดง) ท่านจำพรรษาอยู่ที่วัดเขาบันไดอิฐตลอดมา หลังจากบวชเป็นพระภิกษุแล้ว ท่านเล่าเรียนวิชาไสยศาสตร์และวิปัสสนากัมมัฏฐานกับพระอาจารย์เปลี่ยนจนจบ เมื่อพระอาจารย์เปลี่ยนได้ถึงแก่มรณภาพในปี พ.ศ. ๒๔๖๑ หลวงพ่อแดงซึ่งขณะนั้นเพิ่งมีอายุย่างเข้า ๔๐ ปี พรรษาที่ ๒๐ ก็ได้รับตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดเขาบันไดอิฐแทนเป็นต้นมา
ท่านมีวิทยาคมขลังเป็นที่นับถืออย่างมาก ในช่วง พ.ศ. ๒๔๗๙ ได้เกิดโรคระบาดอย่างร้ายแรงขึ้นที่จังหวัดเพชรบุรีทำให้วัวควายล้มตายลงเป็นอันมาก ท่านได้ปลุกเสกผ้ายันต์สีแดง ขนาดเท่าผ้าเช็ดหน้า ให้ชาวบ้านนำไปผูกไว้ที่ปลายไม้ไผ่ แล้วปักไว้ที่คอกวัวควาย คอกใดที่ผ้ายันต์ของท่านมาปักไว้ วัวควายของคอกนั้นจะไม่เป็นโรคติดต่อ ชื่อเสียงของท่านจึงโด่งดังเป็นที่รู้จักแต่นั้นมา มีผู้คนไปขอของดีไว้ป้องกันตัวจากท่านมิได้ขาด ท่านจึงได้ทำผ้ายันต์และตะกรุดไว้แจก ผู้ที่นำตะกรุดและผ้ายันต์ของท่านไปบูชามักจะประสบกับอิทธิปาฏิหาริย์อยู่เสมอ
เหรียญรุ่นหนึ่ง เนื้อทองแดง พิมพ์นิยม
เมื่อวันที่ ๕ ธันวาคม ๒๕๐๒ ท่านได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็น "พระครูญาณวิลาศ" พร้อมรับพระราชทานสัญญาบัตรพัดยศ ลูกศิษย์จึงได้ทำการฉลองสมณศักดิ์ให้ท่าน
ในการนี้ท่านได้สร้างเหรียญขึ้นเพื่อแจกจ่ายแก่ผู้มาร่วมงาน นับว่าเป็นเหรียญรุ่นที่หนึ่งของท่าน เป็นเหรียญทองแดงรมดำ จำนวน ๑๕,๐๐๐ เหรียญ และเป็นเหรียญเงินจำนวน ๘๓ เหรียญ เท่าจำนวนอายุของท่านที่ย่างเข้าปีที่ ๘๓ ตัวเหรียญเป็นรูปวงรีคล้ายรูปไข่ ส่วนกว้างที่สุดประมาณ ๒.๖ เซนติเมตร สูงสุดประมาณ ๓.๔ เซนติเมตร เนื้อโละทำด้วยทองแดงรมดำ ด้านหน้าบนซ้ายมือมีอักษรปั๊มนูนสูงว่า "พ.ศ. ๒๕๐๓" ทางด้านขวามือมีอักษรเขียนว่า "อายุ ๘๒ ปี" ส่วนด้านล่างเขียนว่า "พระครูญาณวิลาศ (แดง)" ส่วนด้านหลัง ลงหัวใจพระพุทธคุณต่างๆ ไว้ด้วยภาษาขอม ตรงกลางด้านหลังลงยันต์สี่ มีหัวขมวด เป็นเหรียญที่ดังมาก พุทธคุณมีประสบการณ์สูงทาง คงกระพันชาตรี แคล้วคลาด ปัจจุบันหายากมากๆ
เหรียญรุ่นแจกแม่ครัว เนื้ออัลปาก้า
หลังจากที่เหรียญรุ่นหนึ่งสร้างประสบการณ์ต่างๆ มากมาย จนกิตติศัพท์ความศักดิ์สิทธิเป็นที่เลื่องลือ ผู้คนต่างพากันมาขอเหรียญร่วมทำบุญ จนเหรียญรุ่นหนึ่งหมดไปจากวัด จึงได้มีการสร้างเหรียญรุ่นสอง สร้างขึ้นประมาณปี พ.ศ. ๒๕๐๗ ลักษณะองค์หลวงพ่อและอักขระเลขยันต์เหมือนกับเหรียญรุ่นหนึ่ง แต่ต่างกันที่คำว่า "เอ" (ซึ่งเป็นอักษรขอมตำแหน่งล่างสุด) ของรุ่นหนึ่งจะมีดูคล้าย "ฃ" แต่ของรุ่นสองดูคล้ายเลข "๘" เหรียญรุ่นสองนี้มีประสบการณ์แคล้วคลาดมากมายไม่แพ้รุ่นหนึ่งเลย ในการสร้างรุ่นที่สองนี้ ท่านได้สั่งทำเหรียญขนาดเล็กด้วยอัลปาก้า เพื่อสำหรับแจกแม่ครัวเรียกว่า "รุ่นแจกแม่ครัว"อีกด้วย
เหรียญรุ่นโจว เนื้อทองแดง
ในงานฉลองอายุท่านเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๑๐ ทางวัดได้สร้างเหรียญขึ้นใหม่ โดยใช้ข้อความและตัวอักษร เหมือนรุ่นหนึ่งทุกอย่าง แต่ใบหน้าหลวงพ่อเปลี่ยนไป ในปีเดียวกันนี้มีพ่อค้าได้สร้างเหรียญขึ้นอีกรุ่นเพื่อนำไปให้ท่านปลุกเสก คราวนี้ได้เปลี่ยนใบหน้าหลวงพ่อให้ชราภาพมากขึ้น ข้อความด้านหน้าเหรียญด้านบนปั๊มคำว่า " พ.ศ. ๒๕๑๐ ที่ระลึกอายุครบรอบ ๘๙ ปี" ด้านล่างปั๊มคำว่า "พระครูญาณวิลาศ (แดง)" อักษรเลขยันต์ด้านหลังเหมือนรุ่นหนึ่ง แต่ได้ตอกภาษาจีนอ่านว่า " โจว" ไว้ที่ใต้ตัวอุ เหรียญรุ่นนี้มีเนื้อทองคำ นาค เงิน และทองแดงรมดำ เนื้อทองแดงมีจำนวน ๒,๐๐๐ เหรียญ
พ.ศ. ๒๕๑๑ ท่านมีอายุครบ ๙๐ ปี พลโท สำราญ แพทยกุล แม่ทัพภาคที่ ๑ ในขณะนั้น ซึ่งเป็นชาวเพชรบุรีโดยกำเนิด ได้ขอให้ท่านทำเหรียญขึ้นอีกรุ่นเป็นรูปอาร์ม โดยได้ว่าจ้างให้กองกษาปณ์ กรมธนารักษ์ ออกแบบ แกะพิมพ์และปั๊มเหรียญรุ่นนี้ขึ้น โดยจำนวนที่สร้างคือ เนื้อทองแดงมีจำนวน ๔๘,๐๐๐ เหรียญ ส่วนเนื้อเงินและทองคำ ตามจำนวนที่สั่งจอง เหรียญรุ่นนี้เรียกว่า "รุ่นแม่ทัพสร้าง" หรือ "เหรียญแม่ทัพ" และยังมีเนื้ออัลปาก้าอีกด้วย
เป็นเหรียญรุ่นที่ได้รับความนิยมมากรองจากรุ่น ๑ พิธีปลุกเสกเหรียญรุ่นนี้จัดว่ายิ่งใหญ่มาก เพราะนอกจากหลวงพ่อแดงท่านจะปลุกเสกเดี่ยวแล้ว ยังจัดให้มีพิธีพุทธาภิเษก และมีมหรสพเฉลิมฉลอง ๕ วัน ๕ คืน ภายหลังจากพิธีจึงได้นำเหรียญออกให้เช่าบูชา
เมื่อเปิดให้เช่าบูชา มีทหารจำนวนมากได้เช่าบูชาไป แล้วนำไปทดลองยิงที่ข้างวัด ปรากฏว่า "ปืนแตก" ดังนั้น เหรียญรุ่นนี้จึงมีชื่อเรียกอีกอย่างว่า"รุ่นปืนแตก"
การนำไปลองยิงจนปืนแตก ทำให้มีผู้สนใจบูชากันจนเหรียญหมดภายในวันเดียว ดังนั้น มทภ. 1 จึงต้องสั่งให้ปั๊มขึ้นมาอีก โดยใช้แม่พิมพ์ที่เคยใช้ปั๊มเหรียญเนื้อทองคำและเนื้อเงิน ชนิดมีดาวมาปั๊มเหรียญเนื้อทองแดงด้วย โดยต้องเร่งใช้รถ GMC บรรทุกเหรียญมาให้หลวงพ่อแดงปลุกเสก โดยเหรียญที่ปั๊มเพิ่ม หลวงพอแดงปลุกเสกเดี่ยว ไม่ทันปลุกเสกหมู่ เพื่อให้ทันก่อนวันที่ ๑๙ เมย. ๒๕๑๑ ซึ่งเป็นวันที่ได้ประกาศว่าจะเปิดให้เช่าบูชาเป็นครั้งที่ ๒
ในปี ๒๕๑๒ ได้มีการสร้างเหรียญที่ต่อมาได้รับความนิยมมากที่สุดเหรียญหนึ่ง คือ เหรียญ "รุ่นโบสถ์ลั่น" หรือ "เหรียญสองพี่น้อง" หรือ "เหรียญรูปซ้อนหลวงพ่อแดง-หลวงพ่อเจริญ"
หลวงพ่อเจริญ หรือ พระครูปัญญาโชติวัฒน์ อดีตเจ้าอาวาส วัดทองนพคุณ จังหวัดเพชรบุรี เป็นน้องชายร่วม บิดา-มารดาเดียวกับหลวงพ่อแดง มีอายุอ่อนกว่าหลวงพ่อแดง ๕ ปี มีความต้องการที่จะจัดสร้างเหรียญรูปซ้อนขึ้น เพื่อหาเงินมาสร้างและซ่อมแซมสิ่งก่อสร้างและถาวรวัตถุ ภายในวัดทองนพคุณ จึงได้เข้าไปปรึกษาหลวงพ่อแดง ผู้เป็นพี่ชาย
เมื่อตกลงกันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว หลวงพ่อเจริญจึงจัดสร้างขึ้นในปี ๒๕๑๒ แล้วนำไปให้หลวงพ่อแดงปลุกเสกก่อน ๑ พรรษา ภายหลังจึงจัดทำพิธีพุทธาภิเษกขึ้นที่วัดทองนพคุณ โดยนิมนต์เกจิอาจารย์ที่เชี่ยวชาญด้านวิทยาคมเข้ามาร่วมปลุกเสก โดยมีหลวงพ่อแดง เป็นประธานในพิธี
เหรียญสองพี่น้อง
ในขณะที่ปลุกเสกเหรียญรูปซ้อนดังกล่าวในพระอุโบสถนั่น ก็เกิดเสียงลั่นที่โน่นที่นี่ภายในโบสถ์ บรรดาญาติโยมและผู้ศรัทธาที่อยู่ใมโบสถ์ ต่างก็สอดส่ายสายตามองไปภายในรอบๆ โบสถ์ ว่ามีเหตุการณ์ผิดปรกติ โบสถ์จะร้าวลั่นแตกพังลงมาหรือไม่ ปรากฏว่า สภาพภายในก็เป็นปรกติ มีแต่เสียงที่ยังคงดังลั่นอยู่
หลังจากพิธีปลุกเสกได้เรียบร้อย เสียงดังกล่าวก็ได้เงียบหายไป ชาวบ้านที่อยู่ในเหตุการณ์ต่างพูดต่อกันปากต่อปาก เป็นที่โจษจันกันไปในเวลาอันรวดเร็ว
จากนั้นเมื่อนำเหรียญรูปซ้อนออกมาให้เช่าบูชา ปรากฏว่าเหรียญได้หมดไปจากวัดในเวลาสั้นๆ ไม่เพียงพอต่อผู้ที่เข้ามาเช่าหาบูชา หลวงพ่อเจริญจึงได้จัดสร้างเหรียญนี้ใหม่อีกครั้ง โดยแกะแม่พิมพ์ขึ้นมาใหม่ โดยใช้แบบอย่างเหรียญเดิม แล้วนำเหรียญรุ่นที่ ๒ ดังกล่าวจำนวนหนึ่งมอบให้กับหลวงพ่อแดงที่วัดเขาบันไดอิฐ
พ.ศ. ๒๕๑๓ คณะนายทหารตำรวจจากโรงเรียนนายร้อย จปร. รุ่น ๑๒ ซึ่งมี พลโท ฉลาด หิรัญศิริ เป็นประธานรุ่น ได้ขออนุญาตหลวงพ่อแดงสร้างเหรียญเพื่อเป็นที่ระลึกในการรับราชการครบ ๓๐ ปี แล้วนำมาให้หลวงพ่อแดงปลุกเสก ๑ ไตรมาสแล้วนำมาเข้าพิธีพุทธาภิเษกที่วัดบวรนิเวศวิหาร โดยพระเกจิชื่อดังทั่วประเทศอีกครั้งหนึ่งเหรียญรุ่นนี้มีโค้ดคำว่า "แดง" ซึ่งเป็นลายมือของหลวงพ่อ แกะเป็นแม่พิมพ์แล้วตอกลงไปด้านหน้าของทุกเหรียญ
พระผงญาณวิลาศ พิมพ์ใหญ่ เนื้อขาว
พระผงญาณวิลาศ พิมพ์คะแนน เนื้อแดง
นอกจากเหรียญรุ่น จปร แล้ว ในปี ๒๕๑๓ หลวงพ่อแดงท่านสร้างวัตถุมงคลหลายชนิด ท่านยังสร้างเหรียญรุ่น พศ. ๒๕๑๓ อายุ ๙๒ ปี และ "พระผงญาณวิลาศ" ไว้ด้วย พระผงญาณวิลาศนี้ หลวงพ่อแดงปลุกเสกเดี่ยวเป็นเวลา 1 ปีเต็ม แล้วจึงนำออกแจกในปี ๒๕๑๔ (ที่กล่องจะเขียนว่าปี ๒๕๑๔) โดยสามารถแบ่งได้เป็น ๓ พิมพ์ ด้านหลังปั๊มยันต์และอักขระของหลวงพ่อ คือ
 ๑. พิมพ์พระสมเด็จ แบ่งออกเป็น พิมพ์ตื้นซึ่งสร้างขึ้นก่อน หายากพิมพ์ลึกเป็นพิมพ์ที่พบเห็นกันทั่วไปในวงการ พิมพ์สมเด็จมีสีแดง สีเหลือง สีขาว พิมพ์ใหญ่จะมีขนาดกว้าง ๒.๒ เซ็นติเมตร สูง ๓.๖ เซ็นติเมตร นอกจากนี้ยังมี"พิมพ์คะแนน" ที่มีขนาดเล็กลงมา ทำขึ้นสำหรับคั่น เวลานับจำนวนพิมพ์ใหญ่ได้ครบทุก ๑๐๐ องค์ พระผงรุ่นนี้มีประสบการณ์มากมาย แม้กระทั่งตำรวจพลร่มโดดร่มลงมาแต่ร่มไม่กาง แต่กลับรอดตายราวปาฏิหาริย์ โดยในคอแขวนพระผงญาณวิลาศของหลวงพ่อแดงนั้นเอง
 ๒. พิมพ์สามเหลี่ยมหรือพิมพ์นางพญา
 ๓. พิมพ์พระปิดตา
โดยทั้ง ๓ แบบมีเนื้อ ๔ สีคือ ขาวอมเหลือง แดง เทา และดำ และนอกจากเนื้อผงแล้วก็มีเนื้อชินอีกด้วย
มวลสาร (บางส่วน) ที่นำมาผสมในองค์พระมีดังนี้
เหรียญรุ่นคุกเข่า
วัตถุมงคลของท่านยังมีอีกหลายรุ่น เช่น ยุวพุทธิกสมาคม ชลบุรี สร้างรุ่นพิเศษ "ไตรภาคี" เนื้อผงสีแดง พิมพ์พระแก้วมรกต พระพุทธสิหิงค์ และพระพุทธชินราช นำมาให้ท่านปลุกเสก , รุ่นวัดเทพธิดา (หลังโรงภาพยนตร์ศาลาเฉลิมไทย ) สร้าง, เหรียญที่มีรูปท่านเต็มองค์นั่งคุกเข่าอยู่ด้านหน้าเหรียญ เรียกว่า "เหรียญคุกเข่า" ที่สร้างเมื่อ พ.ศ. ๒๕๑๗
พระครูญาณวิลาศหรือหลวงพ่อแดงมรณภาพวันที่ ๑๖ มกราคม พ.ศ. ๒๕๑๗ ด้วยโรคชราที่วัดเขาบันไดอิฐ สิริอายุ ๙๖ ปี พรรษาที่ ๗๔



ขอบคุณข้อมูลจากhttp://www.chiangraifocus.com/forums/index.php?topic=242602.0